ออมเงินอย่างไรให้อยู่หมัด สำหรับคนเก็บเงินไม่เคยอยู่ ใครๆก็ทำได้


    
     เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าทำไมพยายามตั้งใจ เก็บเงินอย่างไรก็ไม่สามารถเก็บเงินอยู่ เพราะ อะไร ? มันไม่ใช้เรื่องแปลกเลยเพราะธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่นิยมการบริโภคกันอยู่แล้ว  เมื่อเราได้เงินมาเราจะหาเหตุผลในการใช้จ่ายได้เสมอ แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรถึงจะเก็บเงินอยู่ เราต้องฝึกครับ  นี้คือคำตอบที่ดีที่สุด   การฝึกเก็บเงินต้องบังคับจิตใจให้ฝืนกับธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป
     
     ก่อนที่เราจะมาเรียนรู้เทคนิคการออมเงินให้ได้ผล เรามาดูกันก่อนทำไมเราจำเป็นต้องออมเงิน  เงินออมมีประโยชน์กับเราขนาดที่เราจำเป็นต้องอดทนกับความอยากขนาดนั้นเชียวหรือ ลองคิดดูสิครับถ้าวันหนึ่งเกิดตกงานกะทันหัน  หรือป่วยจนไม่สามารถไปทำงานได้ ถ้าไม่มีเงินออมเลย  ต้องไปขอยืมเงินเพื่อน หรือขอยืมพ่อ แม่ ญาติ ผมเชื่อได้เลยโดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ยืมกันเท่าไรหนัก เพราะทุกๆครอบครัวก็มีภาระที่ต้องใช้จ่ายกันทุกครอบครัว  พอเริ่มเห็นประโยชน์ของมันบ้างหรือยัง และประโยชน์อีกอย่างคือ  ถ้าต้องการที่จะมีรายได้เพิ่มจากงานประจำ เงินออมตรงจุดนี้สามารถนำไปลงทุนได้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัวโดยแบ่งเงินออมไปบริหารจัดการไม่ให้กระทบงานประจำ  หรือเรานำเงินออมไปลงทุนในหุ้น กองทุน หรือ อสังหาริมทรัพย์  เงินจะทำงานให้เรามีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง
     

     ถึงเราจะเข้าใจประโยชน์ของเงินออมขนาดนั้นแต่ก็ใช้ว่าจะสามารถเก็บเงินกันได้ง่ายๆ แต่มีเทคนิคเพื่อให้ผู้อ่านเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินไปทีละนิด เพื่อให้สามารถออมเงินได้ ดังนี้

      ความยากระดับ 1  เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่แปลกไปสักนิดแต่จะช่วยให้เราฝึกนิสัยการออมได้อย่างไม่ยากนัก คือ  เก็บแบงค์ 50 บาท  ทุกครั้งที่เจอแบงค์ 50 บาท ให้เก็บเป็นเงินออมทันที ไม่ว่าเราจะได้ แบงค์ 50 บาท นี้มาจากไหนก็ตาม  อาจเป็นการทอนเงินของเหล่าแม่ค้า เมื่อเจอแบงค์ 50 บาท ก็ ทำการเก็บไว้เป็นเงินออมทันที และตั้งปณิธานว่าจะไม่ใช้เงินจำนวนนี้  จะเก็บออม  ทำให้เป็นเหมือนเกมส์ที่เราจะต้องเอาชนะมันให้ได้

     ความยากระดับ 2  เมื่อเราสามารถเก็บเงินจากแบงค์ 50 บาท ได้จนคุ้นชินกับการเก็บออมแล้ว ความยากระดับนี้จะเพิ่มจากระดับที่ 1 มานิดหน่อย คือการเก็บเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ที่เราได้รับ  เช่น ถ้าเรามีเงินเดือน 15,000 บาท  เราจะหักเงิน 1,500 บาท ไปเก็บไว้ในบัญชีที่ไม่สามารถใช้งานได้  ก่อนที่เราจะเอาเงิน 13,500 บาท ไปใช้งานตามปกติ การทำแบบนี้เหมือนการหักดิบเหมือนเรามีเงินเดือนแค่ 13,500 บาท ทำให้เราสามารถเก็บเงินได้ไม่ยากนัก

     ความยากระดับ 3 เมื่อเราสามารถเก็บเงินได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แล้ว เราจะพัฒนาต่อไปที่การเก็บเงินถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ ถ้าเรามีรายได้ 15,000 บาท เราจะได้เก็บเงินให้ได้ถึง 3,000 บาท  ผมว่าถ้าเราไม่ฝึกทีละขั้นตั้งแต่ความยากระดับที่ 1 มา  ขั้นนี้คงทำให้หลายๆคนถอดใจก่อนแน่นอน  เพราะการที่โดนหัก ถึง 3,000 บาท จนเหลือเงินใช้เพียง 12,000 บาท มันขัดกับความรู้สึกของคนทุกคนแน่นอน ถึงจำเป็นต้องค่อยๆ ฝึก  อย่างค่อยเป็นค่อยไป

     ความยากระดับที่ 4 ถ้าเราสามารถเอาชนะความยากระดับที่ 3 ได้ ขั้นต่อไปจะเป็นอะไรที่ท้าทายมากที่สุดคือ มีเงินเก็บมากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์   “โห้ยากไปไหม ใครจะทำได้”  จริงครับยาก   คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ เพราะแค่ค่าใช้จ่ายทั่วๆ  ไปก็แทบไม่พอใช้แล้วต้องมาเก็บถึง 25 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นไปได้อย่างไร  ผมจะให้เทคนิค  เริ่มแรกให้ปรับ Mindset กันก่อนว่าเราสามารถทำได้ เพราะถ้าบอกสมองว่าทำไม่ได้มันขี้เกียจที่จะหาวิธีไปสู่เป้าหมาย  ท่องไว้  เราสามารถเก็บเงินได้มากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ได้ง่ายๆ   เมื่อเราปรับวิธีคิดพฤติกรรมจะเปลี่ยนไป  สมองจะพยายามหาหนทาง อย่างเช่น หาอาชีพเสริมจากงานประจำ  อาจจะเป็นงานขายของออนไลน์   รับทำข้าวกล่องขายหลังเลิกงาน  หรือ ใช้เวลาว่างทำคลิปวีดีโอ Youtube  เพื่อหารายได้จากค่าโฆษณา  เห็นไหมครับเพียงแค่ปรับ Mindset สมองของเราจะหาเส้นทางนั้นเอง ขอแค่คุณเชื่อมัน
    
     หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนักออมมือใหม่ที่ต้องการมีเงินออม  คุณอาจเริ่มที่จะเก็บจากแบงค์ 50 บาท ก่อนก็ได้ เพียงแค่เริ่มก็สำเร็จไปครึ่งทางแล้วครับ

บทความที่ได้รับความนิยม